ข้อมูลโครงการประจำเดือน เมษายน พ.ศ. 2569

ปัจจุบันหลายประเทศได้เปลี่ยนจากบัตรโดยสารแบบ Smart Card มาเป็นระบบ “Face-as-a-Ticket” หรือ “Pay-by-Face” โดยมีตัวอย่างที่น่าสนใจ เช่น
จีน (เซินเจิ้น, ปักกิ่ง) : ใช้สแกนหน้าเข้าสถานีรถไฟใต้ดินเกือบทุกสาย เชื่อมโยงกับระบบ Alipay/WeChat Pay หักเงินอัตโนมัติ ไม่ต้องพกมือถือหรือบัตร
ญี่ปุ่น (JR East, Osaka Metro) : ทดสอบใช้ในรถไฟสาย Shinkansen และสถานีใหญ่ เน้นความรวดเร็ว (Walk-through) โดยไม่ต้องหยุดเดินเพื่อแปะบัตร ลดความแออัดช่วงเร่งด่วน
อินโดนีเซีย (KAI) : ใช้สแกนหน้าเพื่อ Boarding รถไฟทางไกล 22 สถานีหลัก ลงทะเบียนผ่านแอปฯ ครั้งเดียว เชื่อมข้อมูลตั๋วกับใบหน้า ลดการใช้กระดาษ
รัสเซีย (Moscow Metro) : ระบบ “Face Pay” ครอบคลุมกว่า 240 สถานี เป็นระบบสแกนใบหน้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รองรับผู้ใช้จำนวนมากในเวลาสั้นๆ

การนำสแกนใบหน้ามาใช้ในระบบตั๋วร่วมช่วยแก้ปัญหา Pain Points เดิมๆ 

  • Seamless Experience : ผู้โดยสารเดินทางเชื่อมต่อระหว่าง รถไฟฟ้า-รถเมล์-เรือ ได้โดยไม่ต้องสลับบัตรหรือเปิดแอปฯ ในทุกจุดเปลี่ยนถ่าย
  • High Throughpu t: ระบบสแกนใบหน้าสมัยใหม่สามารถประมวลผลได้รวดเร็ว (น้อยกว่า 0.3 วินาที) ช่วยให้การระบายคนผ่าน Gate ทำได้เร็วกว่าการแตะบัตร
  • Fraud Prevention : ป้องกันการใช้บัตรสวัสดิการหรือตั๋วเดือนผิดประเภท (เช่น บุคคลทั่วไปนำบัตรนักเรียนมาใช้) เพราะใบหน้ายืนยันตัวตนได้แม่นยำกว่า
  • Operational Cost : ลดค่าใช้จ่ายในการผลิตบัตรพลาสติก และลดภาระการบำรุงรักษาเครื่องอ่านบัตร (Physical Reader) ที่มักจะเสียบ่อย
  • Biometric Enrollment : การให้ผู้โดยสารลงทะเบียนใบหน้าผ่านแอปพลิเคชัน (Self-Enrollment) โดยเชื่อมกับบัตรประชาชนหรือ Passport
  • Edge Computing : การประมวลผลใบหน้าที่ประตูอัตโนมัติ (Gate) โดยตรงเพื่อความรวดเร็ว และส่งข้อมูลสรุปไปยัง Cloud เพื่อหักเงินภายหลัง
  • Liveness Detection: เทคโนโลยีป้องกันการใช้ “รูปถ่าย” หรือ “วิดีโอ” มาหลอกระบบ เพื่อความปลอดภัยทางการเงิน
  •  ความเป็นส่วนตัว (Data Privacy ในยุโรป (EU) และสหรัฐฯ มีการควบคุมเข้มงวดตามกฎหมาย GDPR ทำให้การขยายตัวช้ากว่าเอเชีย เพราะความกังวลเรื่องการถูกสอดแนม
  • ความแม่นยำ (Accuracy): ปัญหาเรื่องแสงสว่างในสถานี, การสวมหน้ากากอนามัย หรือการเปลี่ยนแปลงของใบหน้าตามอายุ (Aging)
  •  กฎหมายคุ้มครองข้อมูล (PDPA) : สำหรับประเทศไทย ต้องมีมาตรการจัดเก็บและทำลายข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ใช้บริการเกิดความเชื่อมั่น

ปัจจุบัน AOT (ท่าอากาศยานไทย) ได้เริ่มใช้ระบบ Biometric สแกนใบหน้าในสนามบินหลัก 6 แห่งแล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ หากระบบตั๋วร่วมของไทย (เช่น บัตรแมงมุม หรือระบบ EMV) สามารถเชื่อมโยงฐานข้อมูลใบหน้าเดียวกันนี้เข้ากับโครงข่ายรถไฟฟ้าสายต่างๆ จะช่วยให้ไทยก้าวสู่การเป็น Smart Mobility ได้อย่างสมบูรณ์ครับ

 

Scroll to Top